สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคา Brent ทะยานทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่มันกำลังลุกลามเข้าสู่ตลาดการเงิน โดยเฉพาะ ‘ตลาดพันธบัตรเอเชียที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเทขายอย่างหนัก

ทำไมราคาน้ำมันพุ่ง ถึงเป็นพิษต่อตลาดบอนด์?
กลไกหลักที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรคือ อัตราเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าแทบทุกชนิดจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานในกลุ่มประเทศเอเชียพุ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
- การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย: เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูง ธนาคารกลางในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ ซึ่งความสัมพันธ์ของราคาพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ราคาพันธบัตรจะร่วงลงทันที
- ความเสี่ยง Stagflation: นักลงทุนเริ่มกังวลว่าเอเชียอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ รายใหญ่ ความเสี่ยงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนทุนออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ในภูมิภาค
ความอ่อนไหวของตลาดพันธบัตรต่อราคาน้ำมันในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันตามความพึ่งพิงพลังงานนำเข้า:
-ฟิลิปปินส์และอินเดีย: เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีดุลการค้าที่เปราะบางต่อราคาน้ำมัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเทขายของนักลงทุน
-ไทย: แม้จะมีความแข็งแกร่งด้านทุนสำรอง แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิจารณาจุดยืนนโยบายการเงินใหม่ สร้างความผันผวนให้ตลาดบอนด์ไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
-เกาหลีใต้และไต้หวัน: ในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลก ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้พันธบัตรรัฐบาลสูญเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ Yield สูงกว่า
ราคาน้ำมันพุ่ง พ่นพิษตลาด ข้อมูลทางสถิติระบุว่า หากราคาน้ำมัน Brent เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีในภูมิภาคเอเชียพุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 16 bps (Basis Points) ซึ่งหากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แรงเทขายในตลาดพันธบัตรจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
บทสรุป:ตลาดพันธบัตรเอเชียในขณะนี้เปรียบเสมือนยืนอยู่บนกองฟืนที่พร้อมจะติดไฟหากราคาน้ำมันยังไม่มีทีท่าจะลดลง นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อและท่าทีของธนาคารกลางแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะในภาวะที่ “น้ำมันแพง ดอกเบี้ยพุ่ง” ตลาดบอนด์อาจไม่ใช่ที่หลบภัยที่ปลอดภัยอีกต่อไปในช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้
สนับสนุนโดย huaydee